Shaq คือหนึ่งในผู้เล่นที่ dominant ที่สุดในประวัติศาสตร์ NBA
แต่มีจุดอ่อนอันเดียวที่ทำให้ทุกทีมใช้ประโยชน์ได้
Free throw
ตัวเลขที่เปลี่ยนเกม
Shaq ยิง free throw ได้แค่ 52% ตลอดอาชีพ แย่มากสำหรับ NBA
แต่แย่ขนาดไหน?
แย่จนทีมคู่แข่งต้องคิดกลยุทธ์ขึ้นมาใหม่เลย เรียกว่า Hack-a-Shaq
แทนที่จะปล่อยให้เขา dunk แล้วได้ 2 แต้มแน่ๆ เขาก็ จงใจฟาวล์ เพื่อให้ยิง free throw แทน เพราะโอกาสที่ Shaq จะพลาดสูงกว่าโอกาสที่เขาจะได้แต้ม
คณิตศาสตร์เบื้องหลัง Hack-a-Shaq
ลองคิดง่ายๆ:
ถ้าปล่อยให้ Shaq เล่นปกติ เขาจะ dunk หรือ lay up ได้ประมาณ 60-70% ของโอกาส ซึ่งแปลว่าเขาจะได้ประมาณ 1.2-1.4 แต้มต่อ possession
แต่ถ้าฟาวล์เขาให้ยิง free throw 2 ลูก ด้วยเปอร์เซ็นต์ 52% เขาจะได้ประมาณ 1.04 แต้มต่อ possession
ต่างกันแค่นิดเดียว แต่ในเกม NBA ที่แพ้ชนะกันแค่ 2-3 แต้ม ความต่างนี้คือ ทุกอย่าง
คนที่ทำให้ Hack-a-Shaq ดังคือใคร?
Don Nelson โค้ชของ Dallas Mavericks เป็นคนแรกที่ใช้กลยุทธ์นี้อย่างจริงจังในปี 1999 เขาสั่งให้ผู้เล่นฟาวล์ Shaq ทุกครั้งที่มีโอกาส ไม่สนว่าจะดูน่าเกลียดแค่ไหน
ผลลัพธ์? มันได้ผล Shaq หงุดหงิดมาก เกมกลายเป็นเรื่องของ free throw ไม่ใช่เรื่องของ basketball อีกต่อไป
หลังจากนั้นทีมอื่นๆ ก็เริ่มใช้ตาม จนกลายเป็นปรากฏการณ์ที่ NBA ต้องพิจารณาเปลี่ยนกฎ
ถ้า Shaq ยิง Free Throw ได้ดี?
คิดดูนะ คนตัว 2.16 เมตร หนัก 147 กิโล ที่ dominant ที่สุดในสนาม แต่โดนกลยุทธ์ที่ออกแบบมาเพื่อเขาคนเดียวโดยเฉพาะ
ถ้า Shaq ยิง free throw ได้ดี — สมมติว่าได้สัก 75% เหมือนผู้เล่นทั่วไป — กลยุทธ์ Hack-a-Shaq จะไม่มีวันเกิดขึ้น
และถ้ามันไม่เกิดขึ้น Shaq จะ dominate มากกว่าที่เป็นอยู่อีกเท่าไหร่? เขาอาจได้แชมป์มากกว่า 4 สมัย อาจทำค่าเฉลี่ยมากกว่า 30 แต้มต่อเกมในหลายซีซัน
บางทีจุดอ่อนเดียวของคนที่เก่งที่สุด ก็เพียงพอที่จะเปลี่ยนประวัติศาสตร์ได้
ถ้าคุณเป็น power player ที่ชอบเล่นใต้แป้น ลองดูรองเท้าบาสที่รองรับน้ำหนักและ impact ได้ดีอย่าง Li-Ning Way of Wade 10 [blocked] หรือ Wade 808 4 Ultra [blocked] ที่ HOOPCITY
HOOPTALK — ซีรีส์บทความจาก HOOPCITY ที่เล่าเรื่องบาสเกตบอลในมุมที่คุณอาจไม่เคยรู้







